www.aoidea.com
เข้าสู่ระบบ
user
pwd
มุมสมาชิก
ร้านเคมี
ห้องสนทนา
โหวตสติ๊กเกอร์



เครื่องสำอางสำหรับผิวหนัง
:

เครื่องสำอางสำหรับผิวหนัง( Cosmetics for skin )

เครื่องสำอางซึ่งใช้เสริมความงามหรือเสริมสร้างหน้าที่ของร่างกายนั้น มักใช้กับอวัยวะส่วนนอกของร่างกาย อันได้แก่ ผิวหนัง ผม ขน และเล็บ มองดูผิวเผินแล้ว ผิวหนังเป็นอวัยวะที่ไม่สำคัญนัก แต่ความจริงมีความสำคัญมากทีเดียว เช่น ถ้าใครถูกไฟลวกผิวหนังประมาณหนึ่งใน สามของร่างกาย ก็เป็นการยากมากที่จะเยียวยาให้รอดชีวิตอยู่ได้ ผิวหนังแม้จะเป็นสิ่งที่บอบบาง แต่ก็เป็นส่วนที่ปกคลุมป้องกันอวัยวะต่าวงๆ ของร่างกายไว้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะน้ำในร่างกาย มิให้สูญเสียมากเกินไปจนดำรงชีวิตอยู่ไม่ได้ เราจึงควรทำความเข้าใจกับเรื่องของผิวหนังของเรา ให้ทราบถึงโครงสร้าง หน้าที่ และความสัมพันธ์ และความจำเป็นในการใช้เครื่องสำอางประเภท ต่างๆ ผิวหนังเป็นด่านหน้าที่จะเผชิญอันตรายทั้งมวลจากนอกร่างกาย เช่น อาวุธ การทุบตี สารพิษ ความร้อน แสงแดด เป็นต้น ผิวหนังเป็นส่วน ที่จะได้รับอันตรายก่อนอวัยวะอื่นใด ผิวหนังแม้จะบอบบางแต่ก็เป็นอวัยวะที่กว้างใหญ่ที่สุดในร่างกาย เฉลี่ยในผู้ใหญ่ 1.6 -1.8 ตรางเมตร หนังกำพร้าในผู้ใหญ่หนักถึง 3.2 - 4.8 กิโลกรัม และชั้นรองผิวหนัง ( Subcutaneous tissue ) หนักถึง 17 - 18 กิโลกรัม ในแต่ละแห่งของ ร่างกายผิวหนังจะหนาบางไม่เท่ากัน ส่วนที่บางที่สุดคือเปลือกตา หนา 0.2 - 0.6 มม. ส่วนที่หนาที่สุดคือ ฝ่ามือและฝ่าเท้า หนา 2 - 4 มม. ผิว หนังเป็นแหล่งกำเนิดของขนและผม ซึ่ง อยู่ติดกับต่อมไขมัน ปริมาณขนก็มีมากน้อยต่างกันในแต่ละส่วนของผิวหนัง บริเวณที่มีขนน้อยที่สุดและ มักเป็นขนอ่อน ( Lanugo ) อุ้งมือและอุ้งเท้าไม่มีขนแต่มีต่อมไขมัน แต่ผิวหนังบริเวณนี้จะหนาเกิดเป็นร่องรอยมาก ปรากฏเป็นเส้นลายมือ ลายเท้าขึ้นมา ริมฝีปากเป็นส่วนที่บางซึ่งไม่มีขนแต่มีต่อมไขมันมาก รักแร้มีขน ต่อมกลิ่นและเหงื่อมาก ผิวหนังที่สมบูรณ์แข็งแรง จะมีสภาพเป็นกรดอ่อนๆ ( Ph 4-6 ) ความเป็นกรดของผิวหนังในแต่ละคนและในแต่ละบริเวณของผิวหนังจะ ไม่เท่ากัน ขึ้นกับส่วนประกอบที่ทำให้เกิดกรดเหงื่อ ความเครียดของอารมณื เป็นต้น ความเป็นกรดของผิวหนัง จะช่วยยับยั้งความเจริณเติบโตของเชื้อรา และแบคทีเรียบนผิวหนัง (ซึ่งเจริญดีที่ Ph 6-7.5 ) บริเวณที่อับชื้นง่าย เช่น รักแร้ ง่ามนิ้วมือ ง่ามนิ้วเท้า น้ำระเหยออกยาก ผิวหนังอาจมี Ph สูงถึง 7 ทำให้เชื้อจุลินทรีย์ ดังกล่าวดังกล่าวเจริญได้ง่าย ก่อให้เกิดกลิ่นตามมา Buffer capacity ของผิวหนังมีความสำคัญต่อการปรับสภาพกรด-ด่างของผิวหนัง Technical Chemisties Lab ได้ทดลอง ใช้สบู่ธรรมดา ที่มีขายตามท้องตลาดทั่วไป มาล้างผิว อาสาสมัคร จำนวน 10 คน จะพบว่าผิวจะมีค่า Ph เพิ่มขึ้นเป็น 7 (โดยปกติค่า Ph ของผิวจะอยู่ที่ 4-6 ) ผิวหนังต้องใช้เวลาในการปรับสภาพผิวให้เป็นปกติถึงครึ่งชั่วโมงเป็นอย่างน้อย จึงทำให้ผิวมีความเป็นกรดอย่างเดิม แต่ถ้าล้างบ่อยๆ ก็จะทำให้จุลินทรีย์เจริญ ดีขึ้นมาได้ เพราะลดความต้านทานของผิวลงไป (กรดบนผิวถูกลดลงบ่อยๆ ประสิทธิภาพจึงลดลง ) ดังนั้น การใช้สบู่ล้างผิวบ่อยๆ นอกจากทำให้ผิวแห้ง เพราะสูญเสียไขมันแล้ว ยังทำให้ผิวมีความต้านทานเชื้อโรคลดลง และ มีความเปราะ จึงทำให้ผิวหยาบแห้งตามมา เครื่องสำอางสำหรับผิวหนัง ดังได้กล่าวมาแล้วว่าการใช้เครื่องสำอางมักใช้กับผิวหนัง ขน ผม และเล็บ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ดังนี้

1.เพิ่มความงดงามให้แก่ใบหน้า ลำตัว เส้นผม และเล็บ

2. บำรุงผิวให้เสื่อมช้ากว่าปกติ

3.แก้ไขปกปิดรอยด่างดำหรือข้อตำหนิของผิวและเล็บ

4.ป้องกัน และ ระงับกลิ่นจากร่างกายและปาก

5.เพื่อให้ดูแก่ช้ากว่าวัย

6.ป้องกันผิวจากภายนอก เช่น ความร้อน แสงแดด ความแห้งแร้ง เป็นต้น

7. รักษาความผิดปกติบางอย่าง ของผิวหนัง เช่น สิว ฝ้า รังแค เป็นต้น

8.ทำความสะอาดผิว และ เส้นผม ให้แลดูสดชื่นและมีสุขภาพด

ี ดังนั้น จะจำแนกประเภทโดยกล่าวหถึงประโยชน์ ในการใช้เครื่องสำอางเป็นหลักดังนี้

1. เครื่องสำอางสำหรับทนุถนอมผิวหนัง และแก้ข้อบกพร่องของผิวหนัง ( Skin - care cosmetics )

1.1 เครื่องสำอางชลอความแก่

1.2 ผลิตภัณฑ์กำจัดสิว

1.3 ผลิตภัณฑ์ขจัดสีผิวและฝ้า

1.4 ผลิตภัณฑ์ระงับเหงื่อและขจัดกลิ่นตัว

1.5 ครีมบำรุงหล่อลื่นผิว ( Emollient and Moisturizer )

1.6 เครื่องสำอางสำหรับตกแต่งเส้นผม

1.7 เครื่องสำอางขจัดขน

1.8 เครื่องสำอางสำหรับโกนหนวด

2. เครื่องสำอางสำหรับปกป้องผิวหนัง ( Skin - protective cosmetics )

2.1 ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดด

2.2 ครีมทาผิว

2.3 ครีมทาป้องกันแมลงกัดต่อย

3. เครื่องสำอางสำหรับทำความสะอาด (Skin-cleansing cosmetics)

3.1 ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในห้องน้ำ (toilet preparation)

3.2 ยาสีฟันและน้ำยาบ้วนปาก

3.3 ผลิตภัณฑ์แชมพูและนวดเส้นผม

4. เครื่องสำอางสำหรับเสริมแต่งความงามของผิวหนัง

4.1 เครื่องสำอางตกแต่งตา

4.2 เครื่องสำอางตกแก่งแก้ม

4.3 เครื่องสำอางตกแต่งปาก

4.4 เครื่องสำอางตกแต่งเล็บ

ข้อควรระวังในการใช้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางสำหรับผิวหนัง สิ่งสำคัญที่ต้องระลึกถึงเสมอในการผลิตเครื่องสำอางคือ การทำให้แพ้หรือระคายเคืองซึ่งทำให้เสียภาพพจน์ต่อผลิตภัณฑ์ ผู้ผลิตควรหลีกเลี่ยงการใช้วัตถุดิบที่ทำให้เกิดการแพ้หรือระคายเคืองโดยการศึกษาหรือเก็บรวบรวมข้อมูลวัตถุดิบเป็นอย่างดี สารชนิดใดไม่มีข้อมูลจะต้องทำการตรวจสอบให้แน่ใจเสียก่อนโดยการทำ Patch test (เป็นการทดสอบการระคายเคืองของสาร) นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปก่อนส่งออกจำหน่ายจะต้องทดสอบ Usage test โดยทำในคน 100 คน เพื่อให้แน่ใจว่าไม่เกิดการแพ้หรือระคายเคืองเสียก่อน สารกันบูด น้ำหอม สีจะต้องเลือกตัวที่ไม่ทำให้แพ้ oil of bergamot, oil of angeliga,lanolin,phenylmercuricsalts,isoproplymyristate, isoproply isostearate, butyl sterate, laureth 4 , sodium lauryl sulfate มีโอกาสทำให้แพ้หรือต่อมไขมันอุดตันได้ เนื่องจากผิวหนังชั้นขี้ไคลจะเคลือบด้วยน้ำมันหล่อเลี้ยงผิวซึ่งสร้างจากเซลล์ผิวหนัง ต่อมไขมัน น้ำและเกลือแร่จากเหงื่อ ถ้าอากาศภายนอกสกปรก ฝุ่นละอองความสกปรกจากบรรยากาศและเครื่งสำอางจะเกาะรวมกับน้ำมันหล่อเลี้ยงผิวทำให้เกิดเป็นคราบสกปรกขึ้น จึงจำเป็นต้องล้างสิ่งสกปรกและน้ำมันหล่อเลี้ยงผิวส่วนเกินออก แต่การชำระล้างที่ถูกต้องควรเหลือน้ำมันหล่อเลี้ยงผิวในปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อรักษาความนิ่มนวล ชุ่มชื้นและความยืด หยุ่นของผิวหนังเพื่อเป็นเกราะป้องกันอันตรายจากสิ่งแวดล้อมภายนอก หลักการทำความสะอาดของผิวหนัง คือล้างสิ่งสกปรกออกด้วยน้ำ หรือเช็ดความสกปรกออกด้วยน้ำมัน

1. การทำความสะอาดด้วยน้ำ ในกรณีหน้าไม่สกปรกมาก การล้างด้วยน้ำเปล่าอาจเพียงพอ เพราะผิวหนังมีขบวนการทำความสะอาดเองได้ แต่ถ้าผิวหน้ามีคราบสกปรกมากจะต้องล้างด้วยสบู่ ( soap ) หรือสารลดแรงตึงผิว ( surfactant ) แต่ในบางกรณีการใช้แอลกอฮอล์ผสมน้ำ ( clear lotion ) ซึ่งสามารถเช็ดคราบสกปรกได้เช่นกัน

1.1 สบู่ก้อน สบู่ก้อนมี 2 แบบ คือ สบู่แบบดั้งเดิมทำจากไขสัตว์หรือไขพืชรวมตัวกับด่าง สบู่ก้อนในลักษณะดังกล่าวจะมีฤทธิ์เป็นด่าง ( pH =10-11) ซึ่งบางท่านเกรงว่าจะระคายผิวหนังเพราะปกติผิวหนังจะมีฤทธิ์เป็นกรด ( pH~ 5.2) จึงมีการพัฒนาสารสังเคราะห์มาใช้ทดแทนสบู่แบบดั้งเดิมสบู่ก้อนสังเคราะห์ซึ่งมีฤทธิ์เป็นด่างน้อยลง ( pH =8-9) แต่ราคาสบู่สังเคราะห์จะแพงกว่าและจากการวิจัยในระยะหลังพบว่าสบู่ทั้งสองแบบทำให้เกิดการแพ้หรือระคายใกล้เคียงกัน และการระคายเคืองไม่ใช่เกิดจากความเป็นด่างของสบู่ แต่เป็นจากไขมันที่นำมาใช้มากกว่า โดยพบว่าสบู่จากไขมะพร้าว( coconut oil ) จะระคายกว่าสบู่ซึ่งทำจากไขวัว ( tallow ) และจากการวิจัยยังพบว่าเมื่อใช้สบู่ซึ่งมีค่า pH เป็นด่างจะทำให้ผิวหนังมี pH เปลี่ยนเป็นด่างเพียง 15 นาที และ pH ของผิวหนังสามารถปรับกลับปกติภายใน 30 นาที ดังนั้นการใช้สบู่ซึ่งมีความเป็นด่างจึงไม่มีอันตรายกับผิว ข้อเสียอีกประการหนึ่งของสบู่คือการตกตะกอนเป็นคราบสบู่ถ้าใช้กับน้ำกระด้าง แต่สบู่ก้อนก็ยังเป็นที่นิยมใช้ในปัจจุบัน เพราะราคาถูกและให้สะดวกอาการระคายเคืองจากสบู่จะพบได้ในอาชีพซึ่งต้องแช่มือในน้ำสบู่นานๆ หรือการใช้สบู่มากเกินควรจะทำให้ผิวแห้ง ส่วนการแพ้กลิ่นหอมในสบู่อาจพบได้บ้างประปราย แต่ด้วยวิธีการใช้สบู่ ผู้ใช้จะล้างสบู่ออกอย่างรวดเร็ว การแพ้จึงพบน้อย ในปัจจุบันมีการผสมสารฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ในสบู่ก้อนซึ่งอาจเป็นสาเหตุทำให้แพ้ได้เช่นกัน และยาฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ยังทำให้สมดุลย์ของเชื้อจุลินทรีย์เสียไป ดังนั้นสบู่ผสมสารฆ่าเชื่อจึงควรเลือกให้ในเฉพาะที่และเฉพาะบุคคลเท่านั้น 1.2 สบู่เหลว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสารลดแรงตึงผิวประจุลบ ( anionic sufactants ) ที่นิยมใช้ คือ sodium lauryl ether sulfate ซึ่งมักจะผสมกับสาร fatty acid alkanolamide ซึ่งมีฤทธิ์ชำระล้างน้อยกว่า แต่จะช่วยเพิ่มฟองให้ดูน่าใช้ สารกลุ่มนี้ยังเป็นสารหลักในแชมพูสระผม สบู่เหลวจะมีความเป็นกรด-ด่าง ประมาณ 5-6 เท่ากับผิวหนัง และสามารถใช้ในน้ำกระด้างได้ดี สบู่เหลวจะชำระล้างได้ดีกว่าสบู่ก้อนจึงอาจทำให้ผิวแห้งได้ ราคาสบู่เหลวจะแพงกว่าสบู่ก้อนสบู่เหลวบางสูตรอาจใช้สารลดแรงตึงผิวชนิดประจุผสม ( amphoteric surfactants ) เช่นสาร betaines ซึ่งนิยมใช้ในสูตร สบู่อ่อนและแชมพูเด็กเพราะไม่ระคายเยื่อบุตา แต่ฟองจะน้อยและราคาแพง ในสบู่เหลวจำเป็นต้องผสมสารกันบูด กลิ่นและสี แต่มักไม่คอยทำให้เกิดอาการแพ้ โดยสรุปการใช้สบู่ก้อนหรือสบู่เหลวจะได้ผลการล้างชำระได้ใกล้เคียงกัน แต่ถ้าใช้ในปริมาณมากหรือบ่อยครั้งจะทำให้ผิวแห้งและเกิดการระคายเคืองได้ 1.3 ครีม เนื่องจากครีมจะมีสารลดแรงประจุ ( surfactant) ผสมอยู่ในเนื้อครีม เมื่อใช้ทาผิวหนังแล้วล้างน้ำตาม สารลดแรงตึงผิวจะช่วยขจัดคราบสกปรกได้และน้ำมันซึ่งใช้ผสมในครีมก็จะช่วยชำระล้างสารซึ่งละลายน้ำมันได้ด้วย การใช้ครีมล้างผิว จะไม่ทำให้ผิวแห้ง เพราะน้ำมันในครีมจะเหลือค้างที่ผิว แต่ราคาของครีมจะแพงกว่าสบู่ และครีมจะไม่มีฟองจึงทำให้ผู้ใช้รู้สึกว่าไม่สะอาด และส่วนผสมของครีมมีสารหลายชนิด เช่น ไขและน้ำมันต่างๆ สารกันบูด สารต้านออกซิเดชั่น กลิ่น สี ซึ่งอาจก่อให้เกิดการแพ้ได้

2. การทำความสะอาดด้วยน้ำมัน น้ำมันจะล้างสิ่งสกปรกได้ดี โดยเฉพาะถ้าสารนั้นละลายได้ดีในน้ำมัน และการใช้น้ำมันเช็ดล้างผิวจะช่วยให้ผิวไม่แห้งและไม่เกิดอาการระคายเช่นการใช้สบู่หรือสารลดแรงตึงผิว แต่ผิวหลังเช็ดล้างด้วยน้ำมันจะเหลือคราบความมันอยู่ ผู้บริโภคหลายท่านจึงไม่ค่อยนิยมใช้ ยกเว้นในบริเวณใบหน้าของผู้ใช้เครื่องสำอางมักนิยมใช้น้ำมันเช็ดเครื่องสำอางออก เพราะน้ำมันจะทำความสะอาดเครื่องสำอางได้ดีกว่าน้ำ แต่ในปัจจุบัน นิยมใช้ครีมหรือโลชันแทนน้ำมันมากกว่า เพราะในครีมจะมีทั้งน้ำ น้ำมันและสารลดแรงตึงผิวในปริมาณต่ำ เมื่อใช้อาจได้ผลดีกว่าใช้น้ำมันหรือน้ำ โดยส่วนผสมของน้ำมันช่วยเช็ดความสกปรกซึ่งละลายในน้ำมันออกน้ำและสารลดแรงดึงผิวก็ช่วยกำจัดคราบ
ได้อีกและน้ำมันบางส่วนจะเหลือหลังทำความสะอาดช่วยให้ผิวไม่แห้งและความเหนอะหนะจะน้อยกว่าการใช้น้ำมันเช็ดทำความสะอาด ครีมล้างหน้าหรือโลชันล้างหน้าจะมีราคาแพง และข้อเสีของ ครีมหรือโลชัน คือการแพ้สารส่วนประกอบของครีมหรือโลชัน เช่น สารกันบูด สารกันหืน กลิ่นหรือสี ฯลฯ เช่น เกิดเป็นผื่นลมพิษเฉพาะที่ ( contact urticaria ) ผื่นแพ้สัมผัส ( contact dermatitis ) ผื่นแพ้แบบรอยดำเพราะการสะสมของสาร ( pigmented cosmetic dermatitis ) และส่วนประกอบซึ่งเป็นน้ำมันบางชนิดอาจอุดตันรูขุมขน ( comedogenic) จะทำให้เกิดสิวขึ้นได้ 3. ครีมหรือโลชันชนิดโฟม (Wash-off form) เนื่องจากครีมหรือโลชันที่ใช้ในการทำความสะอาดผิวจะไม่มีฟองเหมือนกับการใช้สบู่ และผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังนิยมใช้สารชำระล้างที่มีฟอง ผลิตภัณฑ์ครีมทำความสะอาดผิวจึงพัฒนาเป็นโฟมโดยผสมสารทำให้เกิดฟองเพิ่มขึ้นในครีมหรือโลชัน เพื่อให้การชำระล้างมีฟองเช่นการให้สบู่แต่ช่วยให้ผิวไม่แห้งเพราะมีครีมผสมอยู่ แต่ผลเสียของครีมจะยังพบในผู้ซึ่งใช้โฟมทำความสะอาดผิวและสารลดแรงตึงผิวซึ่งทำให้เกิดฟองจะทำให้ผิวแห้ง 4. การชำระล้างผิวโดยการฟอกหรือลอกผิว ( facial pack and mask) โดยใช้ของเหลวซึ่งมีส่วนผสมของไขมัน (wax) ยาง (rubber) ยางสังเคราะห์ (vinyl resin, gum) หรือโคลน (clay) ทาหรือพอกบริเวณผิวซึ่งสกปรกไว้ที่ผิวชั่วขณะสารเหล่านี้จะแห้งเป็นแผ่นหน้ากากใสหรือแห้งแบบหน้ากากแป้ง เมื่อดึงหน้ากากออกจะช่วยขจัดความสกปรกออกได้ ในการฟอกหรือลอกผิวมักนิยมผสมสารเพิ่มความชุ่มชื้น เช่น กลีเซอรีน สารกระชับรูขุมขนประเภท alum หรือสารสกัดจากพืช เช่น chamomile ฯลฯ ส่วนการพอกด้วยโคลนซึ่งเป็นแป้งทึบแสง เช่น kaolin, magnesium carbonate, titanium dioxide, starch จะช่วยลดความมันของผิวได้ด้วย การชำระล้างวิธีนี้จะยุ่งยากเสียเวลาและสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย แต่จะให้ความรู้สึกดี ผลเสียคือการแพ้สารซึ่งผสมในผลิตภัณฑ์ เครื่องสำอางชุดบำรุงผิว ( Skin treatment products ) การเปลี่ยนแปลงตามวัยจะพบในทุกส่วนของอวัยวะ และที่เห็นชัดเจนคือการเปลี่ยนแปลงของผิวหนัง ความเสื่อมของผิวหนังมี 2 แบบคือ ความเสื่อมตามวัย ( intrinsic aging ) และความเสื่อมจากแสงแดด ( photoaging ) ความเสื่อมของผิวตามวัยจะพบเป็นรอยเหี่ยวย่น ( wrinkles ) และจะเริ่มปรากฏเมื่ออายุ 25 ปี ในบริเวณรอบดวงตา รอบปากและหน้าผาก รอยตีนกา ( crow's feet ) คือรอยเหี่ยวย่นที่เกิดขึ้นบริเวณหาตาพบเด่นชัดเมื่อายุประมาณ 30 ปี เมื่ออายุ 40 ปีรอยเหี่ยวย่นจะลามถึงบริเวณด้านบนของโหนกแก้มและหัวคิ้ว อายุ 50 ปีพบรอยเหี่ยวย่นที่คาง ดั้งจมูก และในวัยอายุ 60 ปีจะพบรอยย่นรอบริมฝีปาก ริ้วรอยนี้เกิดเนื่องจากเซลล์ fibroblast ในชั้นหนังแท้ ( dermis ) ทำงานเสื่อมลง การสร้างใยคอลลาเจน ( collagen fiber ) ใยอีลาสติก ( elastic fiber ) และสาร glycosaminoglycan จะลดลง และยังพบว่าคุณภาพของใยและสารดังกล่าวในผู้สูงอายุจะด้อยคุณภาพลง ทำให้ความยืดหยุ่น ความเต่งตึงของหนังแท้ลดลง ส่วนชั้นหนังกำพร้าในผู้สูงอายุจะบางลงทำให้เห็นหลอดเลือดเด่นชัดขึ้น และนื่องจากเซลล์ผิวหนัง ( keratinocyte ) ในผู้สูงอายุมีขนาดไม่เท่ากัน ผิวจึงไม่เรียบและเซลล์ผิวหนังจะสร้างสารเคอราติน ( keratin ) ต่างไปจากเดิม ผิวจะแห้งและสากเมื่อสัมผัส ในผู้สูงอายุจำนวนและการทำงานของเซลล์สร้างเม็ดสีมีทั้งลดลงหรือเพิ่มขึ้น สีผิวจะไม่สม่ำเสมอเกิดตกกระดำและขาวขึ้น ส่วนในชั้นไขมันและเยื่อผังผืดการทำงานของเซลล์ในชั้นนี้ก็เสื่อมลงขนาดของเซลล์ไขมัน ( fat cell ) ไม่เท่ากับเยื่อผังผืดซึ่งดึงรั้งองค์ประกอบในชั้นไขมันก็ไม่ยืดหยุ่น ทำให้เกิดรอยบุ๋มขนาดเล็กๆ เมื่อดึงรั้งผิวหนังให้ตึง ( cellulite ) และองค์ประกอบของใบหน้าโดยรวมก็เปลี่ยนไปรูปหน้าเปลี่ยนแก้มตอบลง คางจะห้อยยานออก การทำงานของต่อมเหงื่อและต่อมไขมันจะเสื่อมลงตามอายุขัยเช่นกัน ผิวจึงแห้ง แต่พบว่าต่อมไขมันบางแห่ง เช่น หน้าผากและแก้มอาจมีขนาดใหญ่ขึ้น ในผู้สูงอายุผิวหนังชั้นขี้ไคลบริเวณรูขุมขนอาจแข็งอัดแน่นเกิดเป็นตุ่มสิวหัวตัน ( senile comedone ) ที่บริเวณโหนกแก้ม เส้นผม รากผมจะเสื่อมตามอายุ ดังนั้นในผู้สูงอายุเส้นผมจะบางและเล็กลง ผมหงอกและเปราะบาง แต่ในหญิงหลังหมดประจำเดือนจะมีขนบริเวณรอบริมฝีปากและคางยาวขึ้นและสีขนจะเข็มขึ้น ดังนั้น เครื่องสำอางชุดบำรุงจึงเป็นความหวังของมนุษย์ที่จะช่วยยังยั้งความเสื่อม โดยผลิตภัณฑ์ชนิดต่างๆ มากมายให้เลือกใช้ซึ่งมีทั้งครีม โลชัน โลชันใส สเปรย์ ฯลฯ ผสมสารซึ่งกล่าวอ้างว่าสามารถช่วยลดการเสื่อมได้ โดยใช้วิธีการหลายแบบเช่นเร่งเซลล์ซึ่งเสื่อมออกไป เพื่อให้ผิวหนังสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นแทนที่ หรือการทาสารทดแทน สารที่เสื่อมไป เช่น

1. การลอกผิวหนังด้วยกรดผลไม้ AHA ( alhpa hydroxy acid ) หรือสาร BHA ( beta hydroxy acid ) ซึ่งเป็นสารที่นิยมใช้ในปัจจุบัน วิธีการใช้มี 2 แบบคือ การใช้กรดผลไม้ในความเข้มข้นสูงทาทิ้งไว้ชั่วระยะหนึ่งแล้วล้างออก อาจทำทุก 1-2 สัปดาห์ หรืออาจใช้กรดผลไม้ในความเข้มข้นต่ำทาทุกวัน ประสิทธิภาพของกรดผลไม้จะช่วยลอกชั้นเคอราตินที่ขุ่นและไม่เรียบออก ดังนั้นผู้รับบริการจะรู้สึกว่าผิวหน้าลื่นขึ้นหลังใช้ จึงเกิดความปิติ แต่ผิวที่ลื่นเป็นการเปลี่ยนแปลงเพียงชั่วคราว เพราะเซลล์ซิ่งเสื่อมจะสร้างเคอราตินแบบเดิมมาทดแทน และเมื่อใช้กรดผลไม้หรือ BHA ติดต่อกันนานๆ ผลที่ได้จะลดลง วิธีการการลอกหน้าด้วยกรดผลไม้มีมานานหลายร้อยปี เช่น ภูมิปัญญาไทย ล้างหน้าด้วยน้ำผสมน้ำมะนาว ในน้ำมะนาวหรือมะกรูดจะมีฤทธิ์เป็นกรดผลไม้ ( citric acid ) บางท่านใช้น้ำมะขาม ( tartaric acid ) ผสมดินสอพองพอกหน้าสัปดาห์ละครั้ง ซึ่งจะมีลักษณะเช่นการใช้มาสค์ ( facial mask ) ในสถานเสริมสวยซึ่งคิดค่าบริการแพงๆ ส่วนชาวยุโรปอาจฟอกผิวหน้าด้วยนมเปรี้ยว ( lactic acid ) น้ำแอปเปิ้ล ( malic acid ) ส่วนสาร beta hydroxy acid ซึ่งก็ใช้มานานในความเข้มข้นสูงผสมในโลชันลอกหน้าหลายตำรับ เช่น Jessner's solution ซึ่งผสม BHA ( salicylic acid ) ร้อยละ 14 และในครีมหรือโลชันรักษาสิวหลายขนานก็ผสม salicylic acid ร้อยละ 1-2 ประสิทธิภาพของ AHA และ BHA ในความเข้มข้นสูงถ้ามีฤทธิ์เป็นกรด (pH ต่ำกว่า 3) จะช่วยลอกผิว (exfoliant) และถ้าใช้สารนี้ในความเข้มข้นต่ำและ pH สูงกว่า 3.5 จะให้ความชุ่มชื้นผิวหนัง (humectant) สารทั้งสองชนิดไม่สามารถช่วยให้การทำงานของเซลล์ซึ่งเสื่อมกลับมาปกติได้ แต่มีผู้พยายามอธิบายว่าการลอกผิวด้วยกรดจะกระตุ้นการสร้าง growth factor ซึ่งช่วยกระตุ้นเซลล์ไฟโบรบลาสในชั้นหนังแท้ให้สร้างสาร HA เพิ่มขึ้น ดังนั้น ริ้วรอยจะลดลงแต่ยังมีผู้แย้งว่ากรดผลไม้ไม่มีประโยชน์จริง การใช้ AHA และ BHA จะลอกผิวหนังขี้ไคลซึ่งช่วยป้องกันอันตรายจากรังสีอัลตราไวโอเลต จึงต้องแนะนำผู้บริโภคหลบแสงแดดเพราะผิวจะไวต่อแสง

2. สารต้านอนุมูลอิสระ ( antioxidant ) เนื่องจากการเสื่อมของเซลล์อาจเกิดจากการสะสมของอนุมูลอิสระซึ่งเกิดภายในเซลล์ ปกติร่างกายจะมีขบวนการทำลายอนุมูลอิสรด้วยสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งประกอบด้วย superoxide dismutase, catalase, glutathione peroxidase, glutathione reductase, glucose-6-phosphate dehydrogenase, Isocitrate dehydrogenase, -tocopherol, -tocopherol, ubiquinol 10, ubiquinone10 (Q10), ascorbic acid, dehydroascorbic acid, uric acide, reduced glutathione, และ oxidized glutathione มีผู้พยายามอธิบายว่าถ้าเซลล์ในร่างกายมีออกซิเดชั่น (oxidation) เพิ่มขึ้น จากการออกกำลังกายหรือรับประทานอาหารมากกว่าความจำเป็น เซลล์จะต้องเพิ่มขบวนการออกซิเดชั่นในเซลล์ ทุกเซลล์ของร่างกายและรวมทั้งเซลล์ในผิวหนังก็จะเกิดอนุมูลอิสระเพิ่มขึ้นเช่นกันและ
ผิวหนังยังได้รับรังสีอัลตราไวโอเลตซึ่งเป็นอนุมูลอิสระโดยตรง และถ้าทาผิวหนังด้วยสารซึ่งไม่มีประโยชน์เมื่อสารซึมเข้าชั้นผิวหนังเซลล์ผิวหนังจะทำงาน
เพิ่มขึ้นเพื่อกำจัดสารดังกล่าวก็จะเกิดอนุมูลอิสระมากขึ้น จึงมีกระแสนิยมการใช้สารกลุ่มต่อต้านอนุมูลอิสระชนิดรับประทานหรือชนิดทามากขึ้น การใช้ครีมผสมสารต้านอนุมูลอิสระ ( antioxidant ) ที่นิยมใช้ในปัจจุบัน เช่น วิตามิน ซี วิตามินอี สารสกัดจากพืช carotenoid ซึ่งมีสาร carotene หรือสาร Q 10 โดยให้ตั้งความหวังว่าสารเหล่านี้จะลดอนุมูลอิระได้ แต่ในเซลล์ผิวหนัง เซลล์สร้างเม็ดสีหรือไฟโบรบลาสต์ซึ่งเปลี่ยนแปลงตามวัยไม่ได้เกิดจากการขาดวิตามินหรือสารต้านอนุมูลอิระต่างๆ เหล่านี้ การให้เสริมจะไม่มีประโยชน์ ในปัจจุบันมีการทำ Iontophoresis หรือ Phonophoresis โดยสร้างภาพว่าเป็นวิธีการผลักสารหรือยาเข้าใต้ผิวหนัง ซึ่งวิธีดังกล่าวยังไม่มีข้อรับรองว่าปลอดภัย หรือผลักยาได้จริงและวิตามิน ซี หรือ อี ซึ่งผสมในครีม นั้นก็สามารถซึมผ่านเข้าชั้นผิวหนังได้ดีเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ จึงไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการพิสดารดังกล่าว

3. การใช้สารทดแทนอื่นๆ ของเซลล์ผิวหนัง การเสื่อมของเซลล์จะมีผลให้ผิวไม่เรียบ ผิวชั้นหนังขี้ไคลอาจขุ่นไม่โปร่งแสง ปริมาณน้ำมันหล่อเลี้ยงผิวลดลง เซลล์สร้างเม็ดสีสร้างเม็ดสีไม่สม่ำเสมอ และเซลล์ไฟโบรบลาสสร้างใยคอลลาเจน ใยอีลาสติน และสาร glycominoglycan เช่น สาร hyaluronic acid ( HA ) ลดลงทั้งปริมาณและคุณภาพ ทำให้เกิดริ้วรอย ( wrinkles ) จึงมีความพยายามสังเคราะห์สารซึ่งกระตุ้นการทำงานของเซลล์หรือให้สารที่ขาดหายไปเข้าไปทดแทน เช่น

3.1 - glycan จากผนังเซลล์ของยีสต์ Saccharomyces cerevisiae เป็นสารซึ่งสามารถกระตุ้น cytokine เช่น interleukin IL -1 , IL -6 และ IL -5 , epidermal growth factor, tumour necrosis factor และ angiogenesis factor หวังว่าสารนี้จะช่วยกระตุ้นเซลล์ให้สร้างใยคอลลาเจนและกระตุ้นการสร้างหลอดเลือดทดแทน

3.2 สารสกัดจากพืช เช่น สกัดจากใบ เปลือกไม้ ดอก เมล็ดหรือจากรากไม้ ซึ่งเป็นส่วนประกอบของสมุนไพร คนรุ่นโบราณเรียกว่าเป็นสารอายุวัฒนะ มีการพยายามค้นคว้าหาส่วนประกอบจากสมุนไพรเหล่านี้โดยสะกัดแยกให้เป็นสารบริสุทธิ์เพื่อนำมาทำ
การทดลองให้ได้ทราบผลแน่นอน และการสกัดยังจะช่วยแยกส่วนที่ก่อให้เกิดการระคายหรือแพ้ออกและสามารถผสมในความเข้มข้นสูงขึ้น ซึ่งผลการใช้สารกลุ่มนี้ยังไม่มีข้อยืนยันว่าดีจริง อาจดีขึ้นจากผลทางจิตใจ

3.3 สารสังเคราะห์ซึ่งมีคุณสมบัติคล้ายสารซึ่งสร้างในชั้นผิวหนัง เช่น น้ำมันเซราไมด์ ( ceremide ) ซึ่งเป็นส่วนประกอบของน้ำมันหล่อเลี้ยงผิวได้จากการย่อยสลายของเซลล์ผิวหนัง เชื่อว่าสารนี้จะช่วยหล่อลื่น อุ้มความชุ่มชื้นและอาจช่วยกระตุ้นให้เซลล์ซ่อมแซมสร้างส่วนประกอบให้ดีขึ้น เซราไมด์มีหลายชนิดและมีการค้นคว้าหาชนิดที่เหมาะสม ซึ่งคงจะเป็นส่วนผสมหลักในครีมบำรุงผิวต่อไป

3.4 การใช้สารซึ่งเป็นส่วนประกอบใน้ำมันหล่อเลี้ยงผิว โดยสารเหล่านี้จะช่วยอุ้มน้ำไว้ เรียกสารนี้ว่า NMF ( natural moisturizing factors ) เช่น ยูเรีย ซึ่งได้จาการย่อยสลายของโปรตีนในเซลล์ผิวหนัง กรดแลคติก ( lactic acid ) และ PCA ( pyrolidone carboxylic acid) ได้จาก keratohyaline granule ของเซลล์ผิวหนังและจากต่อมเหงื่อ

3.5 การผสมสาร hyaluronate ซึ่งมีคุณสมบัติคล้าย hyaluronic acid (HA) ในครีม แต่เนื่องจากโมเลกุลของ HA จะใหญ่ไม่สามารถผ่านเข้าภายในผิวหนังได้ จึงมีผลเพียงเพิ่มความชุ่มชื้นในชั้นหนังขี้ไคลเท่านั้น ในปัจจุบันมีการนำสาร HA ฉีดเข้าใต้ผิวหนังเพื่อลบริ้วรอย แต่ผลจะได้เพียงชั่วคราว ได้มีความพยายามเพิ่มความดูดซึมของสารซึ่งขาดหรือหายไปเมื่อสูงวัยขึ้น โดยเคลือบและห่อหุ้มสารดังกล่าวด้วย phospholipid และเรียกสารใหม่นี้ว่า liposome เนื่องจากบางส่วนของ liposome ละลายได้ดีในน้ำมันหล่อเลี้ยงผิวจึงอาจดูดซึมเข้าในชั้นผิวหนังได้ เมื่อนำสารซึ่งขาดหายไปในชั้นผิวหนังมาเคลือบ liposome ทาที่ผิวอาจช่วยเพิ่มการดูดซึมของสารดังกล่าว เช่น liposome ของวิตามินต่างๆ แต่จากการทดลองพบว่าสารเคลือบ liposome จะไม่อยู่ตัววิธีการเคลือบ liposome จึงไม่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน เครื่องสำอางชุดบำรุงจะก่อให้เกิดการแพ้ได้บ่อยกว่าครีมทาผิวอื่นๆ คือแพ้แบบระคายหรือผื่นภูมิแพ้สัมผัส แพ้แบบเกิดรอยดำ และการแพ้จากการสะสมของไขมันเกิดสิวอุดตัน อุบัติการแพ้เครื่องสำอางชุดบำรุงจะสูง เพราะหลักในการใช้ครีมชุดนี้ต้องการให้ส่วนผสมดูดซึมผ่านเข้าไปภายในชั้นผิวหนังให้มากที่สุด ต้องทาทิ้งไว้ให้นานที่สุดจึงแพ้บ่อยกว่าเครื่องสำอางชุดอื่น แพทย์ผิวหนังมักไม่นิยมให้ใช้ครีมชุดบำรุง และในกรณีที่ผู้ป่วยต้องการบำรุงผิว มักนิยมให้ใช้กรดวิตามิน เอ เพราะเป็นสารซึ่งอาจช่วยลดการเสื่อมของเซลล์ได้โดยช่วยปรับให้เซลล์ผิวหนัง ( keratinocyte ) สร้างเคอราตินได้สมบูรณ์ขึ้น ปรับการทำงานของเซลล์สร้างเม็ดสีให้สร้างเม็ดสีอย่างสม่ำเสมอ และช่วยให้เซลล์ไฟโบรบลาสสร้างใยและ HA ได้เพิ่มขึ้นทั้งปริมาณและคุณภาพ การใช้กรดวิตามิน เอ จะได้ผลดีขึ้นบ้างในช่วงการใช้ยา แต่จะกลับสภาพเดิมเมื่อหยุดใช้ และเนื่องจากการใช้กรดวิตามิน เอ จะก่อให้เกิดการระคายในระยะแรก แพทย์ควรอธิบายให้ผู้บริโภคเข้าใจและเนื่องจากผิวหนังซึ่งใช้กรดวิตามิน เอ ในระยะยาวผิวจะขาวขึ้น ดังนั้นควรแนะนำให้ผู้บริโภคหลบเลี่ยงแสงแดด เพราะอาจเกิดการไหม้แดดง่ายกว่าเมื่อยังไม่ใช้กรดวิตามินเอ เครื่องสำอางเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นของผิวหนัง ( Moisturizer products ) ชั้นผิวหนังขี้ไคลซึ่งเป็นแผ่นใสคลุมผิวจะช่วยลดการสูญเสียน้ำและน้ำมันหล่อเลี้ยงผิวหนังซึ่งเคลือบผิว จะมีสารประกอบหลายชนิดช่วยเก็บความชุ่มชื้นของผิวไว้ แต่ในบางคนหนังชั้นขี้ไคลผิดปกติทำให้มีการระเหยน้ำจากผิวหนังมากกว่าปกติ ผิวจึงแห้ง เช่น โรคหนังแห้งจากพันธุกรรม ( congenital ichthyosis ) หรือบางครั้งการชำระล้างซึ่งมากกว่าความจำเป็นจนน้ำมันหล่อเลี้ยงผิวหมดเกลี้ยง และสารชำระยังระคายต่อเซลล์หนังชั้นขี้ไคล ทำให้คุณภาพผิวนี้เสียไป ผิวก็จะแห้ง และในภาวะอากาศมีความชื้นต่ำ เช่น ฤดูหนาว น้ำจะระเหยจากผิวหนังเพิ่มขึ้นก็ทำให้ผิวแห้งได้เช่นกัน ดังนั้นอุตสาหกรรมของผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นจึงเติบโตมากขึ้น เพราะผู้บริโภคมีความตื่นตัวตามกระแสสังคมซึ่งนิยมดูแลรักษาผิวให้สะอาดมากเกินควร และการทำงานในห้องปรับอากาศซึ่งมีความชื้นต่ำจะช่วยเร่งให้ผิวหนังแห้งมากขึ้น จึงจำเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น ( moistrizer ) ซึ่งอาจมีชื่อเรียกหลายแบบ ลักษณะของผลิตภัณฑ์อาจเป็นครีม โลชันขุ่น โลชันใส เจล สเปรย์ และการตั้งชื่อผลิตภัณฑ์มักให้ต้องใจผู้ใช้ เช่น night cream, replenishing cream, skin protectant, repair serum ฯลฯ แต่หลักของเครื่องสำอางกลุ่มนี้ใช้เพื่อให้ผิวหนังมีความชุ่มชื้นเพิ่มขึ้นโดย

1. สารช่วยเพิ่มน้ำในชั้นผิวหนัง ( hydrophilic matrix moisturizers ) โดยผสมสารซึ่งอุ้มน้ำในผลิตภัณฑ์เพื่อรักษาผิวแห้ง เช่น colloidal oatmeal และในปัจจุบันสารที่นิยมใช้คือ hyaluronic acid ( HA ) ซึ่งเป็น glycosaminoglycans ในธรรมชาติสารนี้พบสอดแทรกในชั้นหนังแท้ โดยสาร HA จะอุ้มน้ำได้ 1000 เท่า จึงทำให้ผิวหนังวัยรุ่นเต่งตึง แต่เมื่อวัยสูงขึ้นสาร HA ในชั้นหนังแท้จะลดลงทั้งคุณภาพและปริมาณผิวหนังจึงเหี่ยวย่น ในครีมหรือโลชันผิวแห้งจึงนิยมผสมสาร HA เพื่อช่วยอุ้มน้ำในผิวหนังชั้นขี้ไคล

2. สารเพื่อป้องกันการระเหยของน้ำจากผิว ( occlusive moisturizers )

ผลิตภัณฑ์ผิวแห้งจะผสมน้ำมันหลายชนิด เมื่อทาน้ำมันเคลือบผิวการระเหยของน้ำจากชั้นผิวหนังจะลดลง น้ำมันที่ใช้มีหลายกลุ่ม คือ

1. Hydrocarbon oils and waxes : petrolatum, mineral oil, paraffin, and squalene

2. Silicone oils

3. Vegetable and animal fats

4. Fatty acids : lanolin acid, stearicacid, linoleic acid, linolenic acid, and arachidonic acid

5. Fatty alcohol: lanolin alcohol and cetyl alcohol

6. Polyhydric alcohols: polyethelene glycol

7. Wax esters: lanolin, beeswax, and stearyl stearate

8. Vegetable waxes: carnauba and candelilla

9. Phospholipids: lecithin

10. Sphingolipids: ceramides

11. Sterols: cholesterol and cholesrol sulfate

น้ำมันกลุ่ม hydrocarbon น้ำมันพืช น้ำมันจากสัตว์ ลาโนลิน polyethelene glycol หรือไขผึ้ง ฯลฯ เมื่อนำน้ำมันเหล่านี้ผสมในครีมจะต้องใช้ในปริมาณพอเหมาะเพื่อไม่ให้เหนอะหนะ ไม่น่าใช้ ส่วนไขมันกลุ่ม phospholipid และ sphingolipid จะมีคุณสมบัติคล้ายน้ำมันหล่อเลี้ยงผิว และมีการกล่าวอ้างว่าน้ำมันกลุ่มนี้อาจช่วยซ่อมแซมผิวหนังได้ด้วย ส่วนสารซึ่งน่าสนใจอีกกลุ่มหนึ่งคือ สารซิลิโคน เช่น cyclomethicone และ dimethicone สารกลุ่มนี้ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและช่วยหล่อลื่นผิวหนังได้ดี โดยไม่เหนียวเหนอะหนะ ไม่ก่อให้เกิดสิว และไม่ทำให้เกิดการแพ้ ซึ่งในปัจจุบันนิยมใช้ซิลิโคนผสมในผลิตภัณฑ์หลายชนิด สารซึ่งช่วยป้องกันการระเหยของน้ำจากผิว มีข้อดี คือ ทำให้ผิวหนังลื่นชุ่มชื้น และนิ่มนวล แต่ข้อเสีย คือ ไขมันบางตัวอาจอุดตันรูขุมขน ก่อให้เกิดสิว และถ้าผสมในปริมาณสูงจะเหนียวข้นไม่น่าใช้

3. สารซึ่งดูดความชื้นจากบรรยากาศ ( humectant moisturizers ) เดิมสารนี้ใช้ผสมในครีมเพื่อป้องกันการระเหยของน้ำจากเนื้อครีม เมื่อนำครีมชนิดนี้ทาที่ผิว สารดูดความชื้นก็จะช่วยดูดความชื้นจากอากาศเข้าในผิวหนังชั้นขี้ไคลด้วย พบว่าถ้าความชื้นในอากาศสูงกว่า 70 % สารนี้ดูดน้ำจากบรรยากาศได้ แต่ถ้าความชื้นในอากาศต่ำ สารจะกลับดึงน้ำให้ระเหยออกจากผิวหนังสู่บรรยากาศทำให้ผิวแห้งมากขึ้น จึงควรผสมในความเข้มข้นที่พอเหมาะ สารกลุ่มนี้คือ กลีเซอรีน ( glycerin ) , น้ำผึ้ง , กรดแลคติค ( lactic acid ) , โซเดียมแลคเตท ( soduim lactate ) , propylene glycol, sorbitol, pyrolidone carboxylic acid, gelatin, วิตามิน , โปรตีนบางชนิด คอลลาเจนและอีลาสติน ส่วนสารยูเรียและสารแอตแลนโตอิน ( allantoin ) ซึ่งแพทย์ผิวหนังนิยมใช้ก็สามารถดูดน้ำได้เช่นกัน ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นของผิวหนัง และสารยูเรียยังละลายขุย และช่วยให้การดูดซึมของยาทาอื่นๆ เพิ่มขึ้น การใช้ครีมหรือโลชันเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นของผิวหนังควรใช้กับผื่นผิวหนังแห้งซึ่งไม่ทราบสาเหตุ ดังนั้นเมื่อพบปัญหาผิวแห้งจะต้องใคร่ครวญหาสาเหตุว่าเกิดจากการทำความสะอาดผิดวิธีหรือไม่ เนื่องจากในแต่ละบุคคลและในบรรยากาศสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกัน คราบสกปรกบนผิวหนังจะต่างกัน จึงควรชำระล้างแต่พอควร เพื่อลดการสูญเสียน้ำมันหล่อเลี้ยงผิว เพราะผิวหนังของแต่ละบุคคลสร้างน้ำมันหล่อเลี้ยงผิวให้เหมาะเฉพาะแตกต่างกัน ส่วนครีมหรือโลชันที่ใช้ทาทดแทนเป็นสารสังเคราะห์จะมีคุณสมบัติด้อยกว่าน้ำมันหล่อเลี้ยงผิว ซึ่งสร้างโดยธรรมชาติมาก และในครีมหรือโลชันยังมีส่วนประกอบอื่น เช่น สี กลิ่น สารกันบูด สารกันหืน ฯลฯ ซึ่งก่อให้เกิดการแพ้ได้ และน้ำมันหรือไขมันในครีม และโลชันซึ่งใช้ทดแทนไขมันของผิวยังก่อให้เกิดการอุดตันของรูขุมขนได้


ที่มา : หนังสือเครื่องสำอางสำหรับผิวหนัง ผศ.พิมพร ลีลาพิสิทธ์


© Copyright by Aoidea    Webdesign by Aba